เรื่องนี้...HOT จริงๆ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สวนผสม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สวนผสม แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

พายุฝนสร้างความเสียหายให้ชาวสวนลับแล

เมื่อปี 2549  ประมาณวันที่ 15 พฤษภาคม เป็นต้นมา มีฝนตกลงมาตลอด จนเกิดน้ำท่วม ดินโคลนถล่มเมืองลับแล ซึ่งครั้งนั้นสร้างความเสียหายแก่ชาวลับแลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพืชสวน ไร่นา ชีวิต และทรัพย์สิน ครั้งนั้นยังอยู่ในความทรงจำของชาวลับแลตลอดมา  และปีนี้ก็เช่นกัน ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นมา เกิดพายุฤดูร้อน พัดบ้านเรือนในเขตอำเภอลับแลเสียหายหลายหมู่บ้าน และต่อมาในจังหวัดอุตรดิตถ์ฝนตกชุกมากขึ้น ทำให้มีน้ำหลาก ถนนถูกตัดขาดหลายแห่งในอำเภอตอนเหนือของจังหวัดอุตรดิตถ์
 ฝนกำลังพัดปกคลุมพื้นที่ลับแล
ฝนตกหนักเมื่อ 27 พฤษภา 2555
-ผมเคยพูดเสมอว่า สิ่งที่ทำให้การทำสวนไม่ประสบผลสำเร็จมีอยู่ด้วยกัน 3 ม. คือ  1.แมลง 2.มีด 3.ไม่มีน้ำ
1.  แมลง  คือเมื่อทำสวนแล้ว ขณะที่พืชผลแตกใบอ่อน หรือผลอ่อน หรือผลใกล้สุก ก็จะมีแมลงมารบกวน กันกินใบอ่อน ผลอ่อน หรือแมลงวันทองเจาะผลแล้วไข่ทำให้ตัวอ่อนไชเข้าผลเมื่อสุก ชาวสวนก็จะพ่นยาฆ่าแมลงป้องกันหรือกำจัด
        แต่มีแมลงอีกชนิดหนึ่ง ที่ยาฆ่าแมลงชนิดใดก็กำจัดไม่ได้นั่นคือ..แมงตะกร้า แมลงชนิดนี้ที่เรารู้จักกันทั่วไปว่า....ขโมย  ถ้ามันเอาตะกร้าไปใส่ด้วยรับรองว่าหมดสวนแน่ ชาวสวนกลัวกันนัก  เมื่อ 2-3 วันก็มีข่าวดังของลับแล ว่าจับแมงตะกร้าได้แล้วเอามัดติดต้นทุเรียน แล้วจึงไปแจ้งตำรวจ
2.  มีด เมื่อเราทำสวน เราก็จะต้องถางหญ้า เพื่อไม่ให้คลุมต้นเล็ก ๆ หรือกำจัดที่อยู่อาศัยของหนู และแมลงต่าง ๆ ถ้าคนถางสวนไม่รู้จักต้นไม้ว่าต้นนี้คือ ลองกอง ต้นนี้คือ ทุเรียน ก็จะถางออกหมด หรือถ้ารู้จักขณะถางไม่ระมัดระวัง ใบมีดตัดหญ้าก็จะถางต้นเล็ก ๆ ขาดหมด บางคนต้นใหญ่ก็ตัดอ้างว่าถูกตอไม้บังคับไม่ได้ อย่างนี้ก็เสียเวลาปลูกใหม่
3.  ไม่มีน้ำ สวนบางสวนปลูกแล้วต้องให้น้ำ ตั้งแต่ปลูกใหม่ ๆ จนกระทั่งการให้น้ำบังคับให้ออกดอก หรือให้เพื่อให้ผลเจริญเติบโต  ที่ผมใช้คำว่าบางสวนก็เพราะถ้าเป็นสวนที่อยู่ในหุบเขาลึก ๆ จะไม่มีการดูแลให้น้ำ ใส่ปุ๋ย ปลูกตามธรรมชาติ ถึงเวลาก็ไปถางหญ้า พอออกผลก็ไปเก็บ นาน ๆ ก็ให้ปุ๋ยเสียที
แก้วมังกรหักหลายหลัก
-แต่เดี๋ยวนี้มีเหตุที่ทำให้ทำสวนไม่ประสบผลสำเร็จมีเพิ่มขึ้นอีก 1 อย่าง คือ พายุฝน นอกจากจะนำความชุ่มชื้นมาให้ยังกลับมีลมพายุพัดกระหน่ำรุนแรง ทำให้ต้นไม้โคน กิ่งหัก เสียหายหลายสวน บางสวนทุเรียนโค่นเกือบหมด ชาวสวนเรียกว่าทางลมผ่าน 
ต้นกระท้อนหักขวางทางขึ้นสวน
ต้นที่หักกำลังติดลูก
ที่สวนห้วยผึ้งจันทน์ผา ก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน เมื่อคืนวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมาฝนตกหนักมาก ตอนเช้าเข้าไปดูสวนปรากฏว่า กิ่งกระท้อนหัก แก้วมังกรล้มหลายต้น......นี่แหละครับผลกระทบจากพายุฝน ที่ชาวสวนต้องรับโดยไม่เต็มใจ.....


วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

มะไฟลับแล ผลไม้ที่ออกปลายเมษา

เมืองลับแล เมืองมหัศจรรย์แห่งผลไม้  คำกล่าวที่ว่าคงไม่เกินความจริงมากนัก เพราะจะมีผลผลิตของพืชสวนออกทั้งปี เกือบทุกฤดูกาลของผลไม้ ใครจะเชื่อบ้างว่า มีผลสละของชาวลับแลออกวางขาย มีสะตอของชาวลับแลออกวางขาย ราคาก็ถูกกว่าของภาคใต้ด้วย อะโวคาโด  ผลไม้ที่ไม่คุ้นของคนไทยก็ปลูกได้ที่ลับแล ช่วงปลายเดือนเมษา นอกจากจะเริ่มมีทุเรียน มังคุด ออกช่วงนี้แล้ว ยังมีมะไฟ ออกมาวางจำหน่ายในราคาถูกอีกด้วย


 ทรงพุ่มมะไฟเหรียญทอง
มะไฟ เป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ต้องดูแลมาก  มะไฟที่ปลูกในอำเภอลับแล ส่วนใหญ่มี 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ไข่เต่า ซึ่งถ้าอยู่ในที่ชื้นลูกก็จะโต ลักษณะผลส่วนใหญ่จะมี 3 พู แกะเปลือกออกจะเห็นมี 3 เมล็ด ถ้าลูกเล็กก็จะมี 2 พู  สุกแล้วรสหวาน  อมเปรี้ยวเล็กน้อย  เปลือกจะหนาเหมาะสำหรับขนส่งไกล ๆ
มะไฟไข่เต่า เมื่อปลอกเปลือกมี 2 - 3 เมล็ด
ส่วนอีกสายพันธุ์ที่นิยมปลูกกันมาก ได้แก่ พันธุ์เหรียญทอง  มะไฟพันธุ์นี้ลูกจะโตกว่ามะไฟไข่เต่า  ผลมี  พู แกะเปลือกออกจะเห็นมี 4 เมล็ด สุกจัดแล้วรสจะหวาน บางคนชอบรับประทานหวานอมเปรี้ยว ก็เลือกรับประทานได้เลือกลูกที่สุกแต่ส่วนที่ติดขวั้นยังเขียวเล็กน้อย
มะไฟเหรียญทองเมื่อปลอกเปลือกมี 4 เมล็ด

วิธีปลูกก็ใช้ได้ทั้งการเพาะกล้าเมล็ด และตอนกิ่ง   การปลูกโดยเพาะเมล็ดก็จะใช้เวลานานกว่าจะไดผลผลิต แต่ถ้าซื้อกิ่งตอนที่เขาตอนขายมาปลูกก็จะได้ผลผลิตเร็วยิ่งขึ้น   ส่วนคนที่ปลูกมะไฟสายพันธุ์พื้นเมือง มะไฟป่า หรือสายพันธุ์อื่นไว้ อยากจะให้เป็นพันธุ์เหรียญทอง หรือไข่เต่าดูบ้าง ก็เลือกยอดของพันธุ์ที่ชอบ ยอดที่อวบ อั้นยอดแล้วคือไม่มียอดอ่อน   ตัดยาวประมาณ 3 – 4 นิ้ว เด็ดใบออกให้หมด แล้วนำไปต่อยอดต้นเดิม จะเป็นการต่อโดยเสียบยอด หรือทาบยอดลงบนกิ่งก็ได้ ท่านก็จะได้มะไฟพันธุ์เหรียญทอง หรือพันธุ์ไข่เต่าไว้รับประทาน ผลไม้ชนิดนี้ บางจังหวัดที่เคยมีปลูก เดี๋ยวนี้ชักจะไม่ค่อยมีให้เห็น และเพื่อเป็นการอนุลักษณ์ผลไม้ไทย ก็หาต้นพันธุ์ปลูกไว้ในบริเวณบ้านบ้าง ดูแลง่าย ไม่ค่อยมีแมลงรบกวน ถึงฤดูก็ออกดอกผลให้รับประทาน

ที่สวนห้วยผึ้ง จันทน์ผา มีปลูกไว้ทั้ง 2 สายพันธุ์ ต้นยังเล็กอยู่(ในภาพ) ให้ผลผลิตไม่มากนัก  แต่ที่สวนของคุณลุง หรือสวนของอาจารย์ ที่อยู่ติดกัน ของเขาต้นใหญ่ ต้นหนึ่งได้หลายร้อยกิโล เวลามองไปที่ต้นขณะมีผล เป็นพวงสุกสีเหลืองสวยงามครับ
มะไฟเหรียญทองบนต้น
มะไฟเหรียญทอง ขนส่งสู่ตลาด

ที่ตลาดผลไม้เทศบาลหัวดง อำเภอลับแล ก็มีวางขายทั้งปลีกและขายส่ง ราคาก็อยู่ที่ประมาณ 10 กว่าบาท ต่อกิโลกรัม ถ้าซื้อทุเรียนแล้ว ก็ลองซื้อมะไฟกลับไปฝากเพื่อนฝูง ครอบครัวบ้างนะครับ เป็นผลไม้พื้นเมืองของไทย วิธีรับประธานก็ง่าย ปลอกเปลือก ก็เห็นเนื้อขาวนวนใส บางคนก็กลืนทั้งเมล็ด บางคนก็ปลิ้นเอาเมล็ดออก บางคนก็นำไปปรุงก่อนโดยแกะเปลือกเอาแต่เมล็ดแล้วนำไปคลุกกับพริกเกลือแล้วตักรับประทาน อร่อยอย่าบอกใคร  พูดแล้วน้ำลายไหล ........ลองหารับประทานดูนะครับ ช่วยชาวสวนมะไฟอีกทางหนึ่งด้วย ..ขอบคุณครับ

วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

ภัยแล้ง...ทุกข์ของชาวสวน

ช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ผืนป่าที่เขียวชอุ่มอุดมสมบูรณ์  เริ่มมีไฟป่าส่งหมอกควันปกคลุมผืนฟ้า ทำให้เกิดมลภาวะ ชาวภาคเหนือเดือดร้อนกันยกใหญ่ แต่พอเข้าช่วงเดือนเมษายน บางพื้นที่มีฝนตก ลมแรง หมอกควันในบางจังหวัดเริ่มคลี่คลาย แต่ที่ลับแล กลับไม่มีฝนตก หรือตกก็น้อยมาก ทำให้อากาศร้อนจัด จากสภาพอากาศที่ร้อน และแล้งเช่นนี้ทำให้มีผลกระทบต่อพืชผลของชาวสวนอย่างมาก จนเข้าสู่ภาวะภัยแล้ง

ฤดูฝนที่เขียวชอุ่ม
ภัยแล้ง ที่มีผลกระทบต่อชาวสวนอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม  เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ หนักสุดเห็นจะเป็นช่วยตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน  เป็นต้นมา  ยอดพืช  ใบพืช ผลไม้ โดยเฉพาะลองกอง ใบไหม้ กิ่งแห้ง ทั้ง ๆ ที่ให้น้ำทุก 3 5 วัน ต่อครั้ง ขณะนี้เริ่มแห้งตาย  ชาวสวนก็ได้แต่มองตาปริบ ๆ  สภาวะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2550 หลังน้ำท่วมดินถล่ม ก็เกิดภัยแล้งอย่างหนัง ต้นไม้ยืนต้นตาย บางต้นก็ถูกเผาไหม้ กินเนื้อไม้เข้าไปครึ่งต้น
ฤดูแล้งต้นไม้แห้งตาย
ภัยแล้งเมื่อปี 2550
ช่วงนี้ทุเรียน เริ่มสุกก่อนแก่ คือเริ่มร่วง การร่วงจะร่วงทั้งขั้วผล หรือมีบ้างที่ร่วงเหมือนผลสุก แต่ผลยังไม่แก่ ปล่อยทิ้งไว้โคนต้น  
2 3 วัน ก็จะแตกมีกลิ่นหอมเหมือนทุเรียนสุก
ผลทุเรียนที่ร่วง สุกก่อนแก่
ส่วนผลที่ยังไม่ร่วงก็ต้องดูแล ให้น้ำกันต่อไป ผลเริ่มโตขึ้นเรื่อย ๆ ประมาณปลายเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษภาคม คงมีชาวสวนตัดทุเรียนหมอนทองวางตลาดได้ ท่านที่ไปเที่ยวที่ตลาดผลไม้เทศบาลหัวดง ตำบลแม่พูล อำเภอลับแล ก็คงได้เห็นทุเรียนหมอนทอง วางจำหน่ายบ้างแล้ว
หมอนทองที่เหลืออยู่ก็รอเก็บเกี่ยว
ปกติไฟป่ามักจะไหม้ป่าและลามเข้ามาใกล้สวนช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ แต่ปีนี้มีไฟป่ารอบ 2  มีมือเผาป่าเผาช่วงเดือนเมษายนด้วย ทั้ง ๆ ทางราชการประกาศหามเผาป่า เผาหญ้า แต่ไม่มีใครฟัง ตอนนี้ก็เลยต้องอยู่สวนระวังไฟป่าอีกรอบ นี่แหละครับ พอแล้ง  ร้อนก็ร้อน ผลผลิตก็ถูกธรรมชาติเล่นงาน ยังมีมนุษย์มือดีที่ทำให้ชาวสวนเดือดร้อนอีก ไม่รู้จะทำอย่างไร  ก็คงต้องดูแลกันต่อไป
 ถ้าท่านพอมีเวลาว่าง วันหยุดช่วงนี้ถ้ามีโอกาสขึ้นไปทางภาคเหนือ อย่าลืมแวะให้กำลังใจชาวสวนอย่างพวกเราบ้าง ถึงแม้ท่านจะซื้อผลผลิตจากพ่อค้า แม่ค้าที่ตลาดเทศบาลหัวดง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์     ผลพลอยได้ก็คือพวกเราชาวสวนคือมีตลาดส่ง ทำให้มีความหวังอยู่บ้างในการทำสวน  สงสารชาวสวนพื้นบ้านจริง ๆ ครับ....



วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2555

กว่าจะมาเป็น...ส้มตำมะละกอ

หลายคนคงเคยรับประทานส้มตำ ซึ่งเดิม ๆ นั้นมีเพียงส้มตำมะละกอเพียงอย่างเดียว  ต่อมามีการปรับปรุงเป็นตำผลไม้ 
ตำรวมมิตร ฯลฯ  แต่ที่ขาดไม่ได้คงหนีไม้พ้นส้มตำมะละกอ  และแต่ละสูตร แต่ละร้านก็มีสูตรเด็ดของแต่ละคนไป  บางร้าน
ก็เลือกมะละกอ เอาเฉพาะพันธุ์ที่ตัวเองคิดว่าอร่อยที่สุด แต่บางร้านก็ไม่เลือกขอให้เป็นมะละกอเป็นอันใช้ได้ 
ตำไทย กับตำปูปลาร้า ทานกับกากหมู(ลับแลเรียกแคบหมู)

ส้มตำมะละกอของแต่ละจังหวัด แต่ละภาค ก็จะต้องใช้มะละกอในพื้นที่ เพราะจะสด กรอบ การที่จะรอซื้อจากตลาดที่เป็นศูนย์กลางคงไม่สะดวกแน่ กว่าจะได้มะละกอมา อาจจะสุกเสียก่อน 


มะละกอสำหรับทำส้มตำ


ท่าน ทราบไหมว่ามะละกอ คนปลูกเขาปลูกกันอย่างไร วันนี้ผมจะบอกวิธีที่ผมปลูกให้ท่านทราบ  ซึ่ง บางคนใช้เพาะเมล็ด โดยนำเมล็ดจากต้นที่คัดเลือกมาเพาะในถาดเพาะ พองอกแล้วก็จะย้ายลงถุงเพื่อดูแล โตพอสมควรก็นำไปปลูกในแปลง หรือตามหัวไร่ ปลายนา ในบ้านก็ตามริมรั้ว  การเพาะเมล็ดส่วนใหญ่จะกลายพันธุ์ ผู้ปลูกบางคนก็เลือกเอาเมล็ดจากผลแรกของต้น เพราะเชื่อ
ว่าจะไม่กลายพันธุ์ บางคนก็ซื้อที่เขาเพาะเนื้อเยื่อ   มะละกอที่ปลูกส่วนใหญ่อายุพอเลย 3-4 ปี ต้นก็จะเรียวสูง ผลก็จะเล็กลง   ชาวสวนบางท่านก็ใช้วิธีทำสาว คือการตัดต้นเดิมที่สูง เหลือตอไว้ประมาณ 1 เมตร แล้วรอให้กิ่งงอกออกมา ก็จะได้ต้นเดิมที่
เตี้ย แต่ก็ต้องใช้เวลากว่าจะมีผลให้รับประทาน


มะละกอทำสาว

มะละกอตอนกิ่ง


วิธีของผมทำปลูกที่สวนและมะละกอไม่กลายพันธุ์แน่นอน นั่นคือการตอนกิ่ง  การตอนกิ่งที่ผมทำ ก็ทำง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก เตรียมอุปกรณ์ เช่นดินสำหรับพอกกิ่ง  ไม้สำหรับดามกิ่ง  ถุงพลาสติกสำหรับกั้นแผลไม่ให้ติดกันบางคนใช้ไม้ลิ่มตอกกั้นแผล และ เชือกฟางสำหรับมัด
 
พอเตรียมอุปกรณ์ครบ ก็เลือกต้นมะละกอที่เราถูกใจที่มีกิ่งหลาย ๆ กิ่ง หรือเลือกจากต้นที่ล้ม เอน มีกิ่งอวบ ๆ สวย ๆ เราก็ทำการดามกิ่งด้วยไม้ มัดหัวท้ายของไม้ป้องกันไม่ให้กิ่งหัก แล้วใช้มีดคม ๆ เฉือนขึ้นเป็นปากฉลาม ให้เข้าไปในเนื้อกิ่ง 2 ใน 3 ส่วน เสร็จแล้วก็เอาพลาสติกยัดเข้าไปกั้นแผล หรือบางท่านใช้ไม้เป็นลิ่มแทรกกั้นแผล  แล้วใช้ดินหุ้ม มัดให้เรียบร้อย หมั่นดูแลอย่าให้ดินแห้ง ประมาณเดือนเศษ ๆ ก็จะมีรากออกมา เราก็ตัดไปชำ  พอแข็งแรงดี เราก็นำไปปลูกในที่ที่ต้องการ ไม่เฉพาะคนที่ทำสวนนะครับ พื้นที่ในบ้านก็ทำได้ เราก็จะได้ต้นมะละกอที่เตี้ย ไม่กลายพันธุ์  ทำได้ทุกสายพันธุ์  ครับ

กิ่งตอนที่ตัดชำพร้อมปลูก

หมั่นดูแลรดน้ำ ไม่เกิน 2 เดือน ก็ได้ผลมะละกอสำหรับทำส้มตำแล้ว หรือบางพันธุ์จะเก็บไว้กินสุกก็ได้ ดูแลง่ายเพราะเตี้ย ผลมะละกอสุกนกก็ไม่ค่อยมากวนเพราะต้นเตี้ย ลองพิจาณาดูนะครับ ทำไม่ยาก ผมขอตัวไปทานส้มตำมะละกอก่อน...
                                     
ภาพซ้ายมะละกอกิ่งตอนเทียบกับด้ามจอบ                       ภาพขวามะละกอเพาะเมล็ด

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555

ทำสวน ใช่ได้แต่ผลไม้อย่างเดียว

วันนี้นัดคนงานที่ไปทำรั้วสวนไว้  เพราะให้เราสั่งปูน หิน ทราย ลวดหนาม บอกให้เอาไปให้ พอตกสาย ๆ โทรมาบอกว่าขอหยุด 
1 วัน ร้านค้าเอาของไปส่ง จัดที่จัดทางสำหรับกองหินทรายเรียบร้อย เดินดูต้นไม้ เห็นมีผลไม้ที่น่าจะออกหลังสงกรานต์ คือชมพู่ทับทิม  แต่เรายังไม่ได้ห่อผลเลย เลยจัดการห่อ เพราะเตรียมถุงพลาสติกสำหรับห่อไว้แล้ว

ห่อไป เจออุปสรรคไป นั่นคือมดแดง ปีนี้มดแดงสร้างรังต่ำมาก แสดงว่าลมจะแรง (โบราณว่าไว้ ว่าถ้าปีไหนรังมดแดงสร้างต่ำ ๆ ปีนั้นลมจะแรง จริงไม่จริงไม่ทราบ แต่เห็นมะม่วงร่วงแล้วน่ากลัวจัง) การห่อผลก็ไม่ได้ปริมาณเท่าไหร่ ค่อย ๆ ทำไป ชมพู่นี้มีหลายต้นก็จริงแต่ผลผลิต และราคาสู้ของตลาดไม่ได้ ของเราแค่ 10 - 15 บาท ต่อกิโลกรัม ถ้าออกตรงกับผลผลิตที่ขายในตลาดเราก็ขายไม่ได้ แต่แปลกครับ ที่สวนรสชาติค่อนข้างหวาน กรอบ มีป้าที่สั่งประจำอยู่คนหนึ่งเขาบอกว่ารสชาติไม่เหมือนของตลาด ทำให้เรามีกำลังใจที่จะคอยห่อผล คอยดูแลอย่างใกล้ชิดหน่อย

เสร็จจากการห่อผลชมพู่แล้ว ว่าง ๆ ก็ลองเอาเบ็ดมานั่งตกปลา ที่บ่อพักน้ำ บ่อนี้พักน้ำเพื่อที่จะสูบขึ้นไปบนเนินเขา แล้วจึงจะปล่อยเป็นระบบน้ำหยดลงมา ผมปล่อยปลาดุกไว้เป็นร้อยตัว  จับขายไปบ้าง เหลือไว้สำหรับกวนน้ำให้ขุ่นเป็นปุ๋ย อาหารก็ให้ทุกวัน  ตกได้ 2 ตัว ๆ ใหญ่มากเพราะเลี้ยงมาหลายปี 2 ตัว กิโลกว่า จัดการหาไม้มาเสียบ ย่างไฟ พอสุกดี ก็นำกลับบ้าน
 

พร้อมกันนั้นเตรียมเก็บมะม่วง งามเมืองย่า เลือกเอาลูกที่พอเหมาะ ไม่โตมาก เก็บมาหนึ่งลูก (ในภาพ) พอเดินไปอีกหน่อย เห็นมีกิ่งหักลงมา โอ้โฮ มีลูกติดมาด้วยอีก 3 ลูก เลยต้องเก็บมาทั้งหมด นำทั้งหมดกลับบ้านคิดในใจว่าปลาดุกที่เลี้ยงไว้ตัวโตเกินไปถ้าทานเป็นปลาดุกจิ้มน้ำปลา ก็คงไม่เหมาะ เลยคิดว่ามะม่วงก็มี ปลาก็ย่างแล้ว ทำเป็นปลาดุกฟูคงจะดีแน่  ก็เลยเตรียมเครื่องปรุง  ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง มะนาว พริกขี้หนู ก็ล้วนแต่มีในสวนทั้งนั้น
                

จากนั้นจัดการแยกก้าง เนื้อ ครีบ หนัง ออกจากกัน เนื้อนำไปโขลกพอให้เนื้อแตก แล้วนำไปทอด ส่วนหนังและครีบแยกไว้ทอดทีหลัง แล้วนำส่วนที่ทอดทั้งหมดจัดลงจาน ราดด้วยน้ำยำ รูปร่างหน้าตาก็ลูกทุ่ง ๆ อย่างที่เห็นครับ
 
สูตรการทำ ยำปลาดุกฟู ของผมนี้ เป็นที่ถูกใจของครอบครัวท่านรองผู้อำนวยการโรงเรียนสระบุรีพิทยาคม และครอบครัวลูกสาวที่อยู่กรุงเทพมาก ถ้ากลับมาเที่ยวที่บ้านทีไรก็จะโทรบอกล่วงหน้าให้ทำไว้ พอถึงบ้านก็ทานได้พอดี  ว่าง ๆ ถ้ามีโอกาสผ่านไปทางลับแลก็เชิญทุกท่านครับ ไม่ใช่มืออาชีพ แต่เป็นมือสมัครเล่น อยู่อย่างง่าย ๆ ตามมี ตามเกิด ประสาคนเกษียณ และเป็นชาวสวนสมัครเล่นครับ
เห็นไหมครับว่าการทำสวนนอกจากจะได้ผลผลิตจากผลไม้แล้ว ผลที่ได้อื่น ๆ ตามมาก็คือพริกขี้หนู การปล่อยปลาในบ่อพักน้ำ และยังมีไม้ที่ธรรมชาติให้มา เช่น ย่านาง หมากผู้ป่าทั้งยอดและดอกนำมาต้มจิ้มน้ำพริก หรือทำแกงเรียงอร่อยมาก ที่หรือที่ชื้น ๆ ก็ยังมีผักกูด ชะพลูใช้ทำเมี่ยงคำ เตยหอม มะแว้ง มะเขือพวง มะเขือขื่น ยอดบุก ใบผักหนาม ให้เรามีรับประทานด้วยเราไม่ต้องปลูก  ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำสวนทั้งสิ้น

ทุกวันที่ทำอาหารพิเศษ ประเภทกับแกล้ม ผมเคยดื่ม แต่ตอนนื้ดื่มไม่ได้ คงพอที่จะจิบน้ำองุ่นได้บ้าง แต่ไม่มาก ก็เลยมีเกือบทุกครั้งที่มีบรรยากาศอำนวย ที่หน้าบ้านมีมุมสำหรับพักผ่อนนั่งจิบไป  ลิ้มรสชาติอาหาร ฟังเพลงไป วันนี้ก็เหมือนกัน เสียงเพลง..ค่ำลงของคาราวาน ..แร้งคอยของคาราบาว ..ทานยำปลาดุกฟู ปลาหมึกย่าง ต้มจับฉ่าย...จิบน้ำองุ่น  คิดถึงเพื่อนฝูงที่เคยนั่งตรงนี้ มีความสุขดีครับ....



วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

ปลูกจันทร์ผา ที่สวนห้วยผึ้ง ลับแล

ครั้งแรกที่ไปทำสวนที่บ้านห้วยผึ้ง หลังจากปรับปรุงบ้านเสร็จ ก็เริ่มหาไม้ดอก ไม้ประดับ ก็เลยมองหาไม้ประดับมาปลูก พอดีไปขอซื้อกล้าจันทน์ผาจากน้องที่ โรงพยาบาลลับแล เขาปลูกในกระถางที่ทำจากยางรถยนต์ มีต้นใหญ่และต้นเล็กอีกหลายต้น เขาคิดราคาไม่แพง   พอมาถึงก็แยกออกปลูกตามข้างทางขึ้นสวน บริเวณหน้าบ้านพัก ไม่น่าเชื่อไม้ประเภทนี้กลับงามวันงามคืน ทั้ง ๆ ที่หลายคนบอกว่าธรรมชาติของไม้ประเภทนี้ต้องอยู่บนหน้าผา ที่มีหินผาหรือในป่าลึก

 ปลูกได้ไม่กี่ปี ต้นใหญ่ที่สุดก็ออกดอก มีเมล็ดสุกสีแดง ผมก็จัดการเก็บมาขยี้เอาเปลือกออก เหลือแต่เม็ดในสีขาว ๆ คล้ายๆ เมล็ดพริกไทยแต่โตกว่า  แล้วผมก็ซื้อถาดเพาะต้นไม้หลุม เหมือนถาดใส่ไข่ นั่งหยอดทีละเม็ด ได้ทั้งหมด 5 ถาด   พอปีที่ 2  ก็ย้ายลงปลูกตามเขตแนวเนื้อที่  ติดบ้าง ไม่ติดบ้าง ไม่เป็นไร ถ้าตายปีหน้าก็ว่ากันใหม่ ตอนนี้ก็ยังมีกล้าเหลืออีกหลายสิบต้น ผมชอบไม้ประเภทนี้มาก เพราะปลูกแล้วใบเขียวดีดูไม่แห้งแล้ง  ด้วยเหตุนี้ผมจึงตั้งชื่อสวนว่า ห้วยผึ้ง จันทน์ผา ทั้ง ๆ ที่บริเวณป่าแถบนี้ไม่มีต้นจันทร์ผาเลย 

บริเวณบ้านพักผมยังมีลำไยเหลือไว้หลายต้น ตอนแรกผมก็หาซื้อกล้วยไม้พื้นเมืองบ้าง กล้วยไม้พันธุ์บ้าง มาปลูก โดยซื้อกระถางไม้มาใส่ ใหม่ ๆ ก็งามดี พอนานเข้ากระถางผุ ต้องเปลี่ยนบ่อย และมีเพื่อนหลายคนบอกว่าให้นำกระถางไปแขวนไว้ตามกิ่งใต้ต้นลำใย ผมก็ทำตาม สวยงามมากครับ
พอเผลอปลวกขึ้นกินเปลือกไม้ลำไย เลยเข้าไปกินกระถางกล้วยไม้ และกินกาบมะพร้าวในกระถาง เรามองไม่เห็น     ต้นกล้วยไม้เลยโทรมลง ๆ ตัดสินใจย้ายนำมาแขวนไว้ชายคาบ้านบ้าง โรงจอดรถบ้าง กระถางก็เปลี่ยนใหม่  โดยผมไปที่ร้านขายของเก่า ขอซื้อฝาครอบพัดลมมาหลายอัน และแวะร้านขายกระถางกล้วยไม้ ซื้อลวดแขวน  นำมาแขวนฝาครอบพัดลมแล้วย้ายกล้วยไม้มาลง  ตอนนี้เริ่มฟื้น และดูดีขึ้นหน่อย ฤดูฝนนี้คงงามเหมือนเดิมแล้วละครับ
ชายคาบ้านด้านรับแดด ผมซื้อไม้ไผ่ตงมาผ่า แล้วเอาต้นกระดุม หรือเบี้ย อะไรสักอย่าง (มีผู้ใหญ่เขาให้มา ) มาปลูก แล้วแขวนเป็นม่านบังแดดตอนบ่าย ๆ ถ้าอากาศร้อนจัดก็รดน้ำ ไอน้ำที่ไหลลงตามเครือโชยมา อากาศเย็ดครับ 
ช่วงปีหลัง ๆ ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับไม้ประดับเท่าไหร่ เพราะผมไม่มีเวลา ดูแลแต่ไม้ผล จึงไม่ค่อยมีไม้ใหม่ ๆ ให้เห็น ตอนนี้พอมีเวลาบ้างคงต้องเริ่มพัฒนาบ้างแล้วละ เดี๋ยวมีแต่ผลไม้สวน ไม่มีไม้ดอกไม้ประดับเลย เสียชื่อชาวสวนมือใหม่สมัครเล่นหมด  ถ้าใครมีโอกาสผ่านไปอำเภอลับแล อยากขึ้นไปเที่ยว ก็บอกนะครับ หรือโทร.08-9208-9868 ได้เลยครับ
มีเพื่อน ๆ จากการไฟฟ้าแม่เมาะมาเที่ยวพักแรมที่สวน ยังได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน เห็นผมเอาแผ่น cd ไปแขวนตามต้นไม้ ถามผมว่าแขวนทำไม... ผมบอกว่า กันแมลง กันนก และที่สำคัญผมบอกว่า แผ่น cd  ให้แสงสีรุ้งเวลากระทบแสงแดด    น่าจะมีผลต่อต้นไม้บ้าง เพราะโบราณ เมื่อมีสุริยุปราคาครั้งใด ตา ยาย ยังให้ผมไปเคาะต้นไม้ และให้ตะโกนดัง ๆ ว่า  ดก ๆ ๆ   ก็น่าจะใช้ได้เหมือนกันละนะ  ไม่รู้ว่าเพื่อนคนนั้นเอาไปทำตามหรือเปล่า หรือถ้าใครลองทำแล้วเป็นอย่างไร บอกกันบ้างนะครับ.....


วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555

เมื่อผมเป็นคนสวน (วิถีชีวิต)

เดิมผมเป็นข้าราชการ ทางราชการให้โอการเกษียณก่อนกำหนด(เกษียณผิดปกติ) เลยขอใช้โอกาสนี้เปลี่ยนวิถีชีวิตตนเอง   ผมเคยถามตัวเองว่าเกษียณแล้วจะทำอะไร ผมก็ได้เตรียมตัวเองไว้พอสมควร เหตุเนื่องจาก ขณะที่รับราชการเมื่ออายุมากขึ้นที่ขาดไม่ได้ก็คือการออกกำลังกาย ผมเลือกการขี่จักรยาน ทุกเย็นก็จะขี่จักรยานไปเรื่อย ๆ ก็ดีครับ ได้เห็นสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป  ได้สุขภาพที่สมบูรณ์ขึ้น ผมเคยขี่จากจังหวัดตากถึงอุตรดิตถ์ จากจังหวัดนครสวรรค์ ถึงจังหวัดอยุธยา ผมใช้จักรยานราคาไม่ถึงหมื่นบาท เพราะเชื่อว่าสักวันถ้ากระแส หรือเพื่อนฝูงย้ายไป กลุ่มน้อยลง จักรยานก็จะเป็นของเก่าเก็บ  ผมเริ่มคิดใหม่ พอดีเมื่อปี 2549 เกิดน้ำท่วม ดินถล่มอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ บ้านที่ผมอาศัยอยู่ก็โดนหางเลขด้วย ผมจึงหาที่ทางที่ปลอดภัยสำรองไว้ โดยเลือกที่ ๆ หนึ่งซึ่งไม่เจริญมาก มีสภาพเป็นสวนและเป็นที่อยู่อาศัย ตั้งแต่นั้นมาผมก็เปลี่ยนจากการขี่จักรยาน เป็นทำสวน ปลูกต้นไม้ ถางหญ้า ทุกวัน สุขภาพร่างกายก็รู้สึกดีกว่าตอนขี่จักรยาน  เพราะขี่จักรยานต้องมีเวลาผลที่ได้คือสุขภาพ  แต่ทำสวน เดินดูต้นไม้ ได้ทั้งผลงานผลผลิต ได้ทั้งการออกกำลังกาย หลานท่านอาจคิดว่าแค่เดินในสวน จะได้ออกกำลังกายหรือ ผมขอบอกว่าเดินขึ้นเนินเขาครับ แค่จากประตูสวนถึงบ้านพัก และเดินรอบ ๆ ดูแลต้นไม้ ก็ได้เหงื่อแล้ว  ผลได้ที่คาดไม่ถึงคือเมื่อผลผลิตสวนออก คนที่มีความสุขคือตัวเรา และคนในครอบครัว ลูก ๆ  ได้มีที่พักผ่อน รวมทั้งได้นำผลผลิตไปฝากเพื่อนฝูง ญาติผู้ใหญ่ด้วย ที่เหลือก็ขายได้ค่าน้ำ ค่าปุ๋ย


ที่นั่งทำงานเมื่อครั้งก่อน
   ที่นั่งทำงานปัจจุบัน
จากปี 2549 จนถึงปัจจุบัน ผมปรับปรุง ปลูกผลไม้ ทุกชนิดในสวน ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน ลองกอง มะปราง มะไฟ มะเฟือง มะละกอ กล้วย กระท้อน ฯลฯ   ส่วนใหญ่ชาวลับแล มักจะปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่นทุเรียน กับลองกอง ก็ทำแค่นั้น พอหมดฤดูช่วงผลผลิต ประมาณเดือน กันยายน ก็จะไม่มีผลไม้อื่นอีกก็จะพักผ่อน ส่วนผมเมื่อหมดทุเรียน ลองกอง ผมจะต้องเตรียมดูและมะปราง หมดมะปรางก็ต้องดูแล มะม่วง มะไฟ กระท้อน พอหมดกระท้อนก็จะเริ่มวนกลับเป็นทุเรียน ลองกองฯ  จากการดำเนินการดังกล่าวทำให้ผมต้องดูแลสวนทุกวัน ส่วยพืชแซมเช่น สับปะรด ชะอม หน่อไม้ไผ่ มะนาว กล้วย มะละกอ ให้ผลผลิตตลอดปี ทำอาหารบ้าง นำไปขายบ้าง

วันนี้ใช้วิถีชีวิตคนสวน
เมื่อไปสวนทุกวัน วิถีชีวิตก็เปลี่ยน จากที่เคยเที่ยวดื่มกิน ก็จะชวนเพื่อนฝูงมาที่สวน มาที่บ้าน สังคมเดิมก็ไม่ได้เปลี่ยนไป กลับได้แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์การทำสวนผลไม้  และได้เอื้อเฟื้อน้อง ๆ ที่คิดจะปลูกผลไม้ไว้ในบ้าน เช่น ไผ่ ขนุน มะปราง แก้วมังกร  ได้ให้พันธุ์ไปหลายราย เมื่อก่อนดื่มกินกันที่ร้านในเมือง เมาแล้วกลับบ้านมือเปล่า เดี๋ยวนี้เพื่อนฝูง น้อง ๆ มาทานที่บ้าน ที่สวนแล้วได้พันธุ์ไม้ ผลไม้กลับบ้านด้วย 
ตอนที่รับราชการ เวลาไปประชุมสัมมนาต่างจังหวัด ก็จะซื้อของฝากกลับบ้าน แต่พอเริ่มทำสวนมองหาพันธุ์ไม้กลับบ้าน เช่น กิ่งพันธุ์ส้มโอที่ชัยนาท  ไผ่ตงลืมแล้งที่นครสวรรค์  สะตอที่หลังสวนชุมพร ฯลฯ วิถีชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป  วันที่ทางกระทรวงฯ จัดเลี้ยงเกษียณ ท่านรองปลัดกระทรวงฯถามผู้เกษียนว่าเกษียนแล้วจะไปทำอะไร บางคนก็ตอบว่าดูแลหอพัก บางคนก็จะท่องเที่ยวไปเรื่อย ๆ บางคนก็เลี้ยงหลาน  ผมตอบว่าผมจะทำสวน ผมจะย้อนกระแสสังคมดูบ้าง เพราะเที่ยวก็ไปมามากแล้ว  บ้านเช่าก็มี ค้าขายก็เคยทำมาแล้ว  ก็เลยคิดทำสวน ไม่ได้คิดเล่น ๆ นะ ทำมา 5 – 6 ปี การทำสวนของผมไม่ใช่นั่งสั่งคนงาน ผมทำเองทุกอย่าง เลือกพันธุ์ ขุดหลุมปลูก ตัดแต่งกิ่ง ดูแล ตัดหญ้าถ้าไม่ไหวก็มีคนงานช่วย รดน้ำ ให้ปุ๋ย พ่นสารกันแมลง ให้ฮอร์โมนเร่งดอก เร่งผล ทำเองทุกอย่าง และแล้ววันนี้ก็มีผลผลิตให้เชยชมแล้ว

ได้ต้อนรับเพื่อนฝูง

น้อง ๆ ตำรวจมาพักผ่อน


น้อง ๆ สาธารณสุขมาสังสรรค์
ความสุขของคนเรา อยู่ที่ใจ อยู่ที่สุขภาพกาย ทำอย่างไรเราจะทำได้ทั้งสองอย่างนี้ บางคนก็ออกกำลังกายประเภทต่าง ๆ บางคนก็เข้าวัดปฏิบัติธรรม  แต่ผมขอปฏิบัติกับธรรมชาติ ได้ทั้งสุขกาย สุขใจ สุขครอบครัว  และญาติพี่น้อง ด้วยครับ




               สวนห้วยผึ้ง..จันทร์ผา ยินดีต้อนรับ