เรื่องนี้...HOT จริงๆ

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2555

กว่าจะมาเป็น...ส้มตำมะละกอ

หลายคนคงเคยรับประทานส้มตำ ซึ่งเดิม ๆ นั้นมีเพียงส้มตำมะละกอเพียงอย่างเดียว  ต่อมามีการปรับปรุงเป็นตำผลไม้ 
ตำรวมมิตร ฯลฯ  แต่ที่ขาดไม่ได้คงหนีไม้พ้นส้มตำมะละกอ  และแต่ละสูตร แต่ละร้านก็มีสูตรเด็ดของแต่ละคนไป  บางร้าน
ก็เลือกมะละกอ เอาเฉพาะพันธุ์ที่ตัวเองคิดว่าอร่อยที่สุด แต่บางร้านก็ไม่เลือกขอให้เป็นมะละกอเป็นอันใช้ได้ 
ตำไทย กับตำปูปลาร้า ทานกับกากหมู(ลับแลเรียกแคบหมู)

ส้มตำมะละกอของแต่ละจังหวัด แต่ละภาค ก็จะต้องใช้มะละกอในพื้นที่ เพราะจะสด กรอบ การที่จะรอซื้อจากตลาดที่เป็นศูนย์กลางคงไม่สะดวกแน่ กว่าจะได้มะละกอมา อาจจะสุกเสียก่อน 


มะละกอสำหรับทำส้มตำ


ท่าน ทราบไหมว่ามะละกอ คนปลูกเขาปลูกกันอย่างไร วันนี้ผมจะบอกวิธีที่ผมปลูกให้ท่านทราบ  ซึ่ง บางคนใช้เพาะเมล็ด โดยนำเมล็ดจากต้นที่คัดเลือกมาเพาะในถาดเพาะ พองอกแล้วก็จะย้ายลงถุงเพื่อดูแล โตพอสมควรก็นำไปปลูกในแปลง หรือตามหัวไร่ ปลายนา ในบ้านก็ตามริมรั้ว  การเพาะเมล็ดส่วนใหญ่จะกลายพันธุ์ ผู้ปลูกบางคนก็เลือกเอาเมล็ดจากผลแรกของต้น เพราะเชื่อ
ว่าจะไม่กลายพันธุ์ บางคนก็ซื้อที่เขาเพาะเนื้อเยื่อ   มะละกอที่ปลูกส่วนใหญ่อายุพอเลย 3-4 ปี ต้นก็จะเรียวสูง ผลก็จะเล็กลง   ชาวสวนบางท่านก็ใช้วิธีทำสาว คือการตัดต้นเดิมที่สูง เหลือตอไว้ประมาณ 1 เมตร แล้วรอให้กิ่งงอกออกมา ก็จะได้ต้นเดิมที่
เตี้ย แต่ก็ต้องใช้เวลากว่าจะมีผลให้รับประทาน


มะละกอทำสาว

มะละกอตอนกิ่ง


วิธีของผมทำปลูกที่สวนและมะละกอไม่กลายพันธุ์แน่นอน นั่นคือการตอนกิ่ง  การตอนกิ่งที่ผมทำ ก็ทำง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก เตรียมอุปกรณ์ เช่นดินสำหรับพอกกิ่ง  ไม้สำหรับดามกิ่ง  ถุงพลาสติกสำหรับกั้นแผลไม่ให้ติดกันบางคนใช้ไม้ลิ่มตอกกั้นแผล และ เชือกฟางสำหรับมัด
 
พอเตรียมอุปกรณ์ครบ ก็เลือกต้นมะละกอที่เราถูกใจที่มีกิ่งหลาย ๆ กิ่ง หรือเลือกจากต้นที่ล้ม เอน มีกิ่งอวบ ๆ สวย ๆ เราก็ทำการดามกิ่งด้วยไม้ มัดหัวท้ายของไม้ป้องกันไม่ให้กิ่งหัก แล้วใช้มีดคม ๆ เฉือนขึ้นเป็นปากฉลาม ให้เข้าไปในเนื้อกิ่ง 2 ใน 3 ส่วน เสร็จแล้วก็เอาพลาสติกยัดเข้าไปกั้นแผล หรือบางท่านใช้ไม้เป็นลิ่มแทรกกั้นแผล  แล้วใช้ดินหุ้ม มัดให้เรียบร้อย หมั่นดูแลอย่าให้ดินแห้ง ประมาณเดือนเศษ ๆ ก็จะมีรากออกมา เราก็ตัดไปชำ  พอแข็งแรงดี เราก็นำไปปลูกในที่ที่ต้องการ ไม่เฉพาะคนที่ทำสวนนะครับ พื้นที่ในบ้านก็ทำได้ เราก็จะได้ต้นมะละกอที่เตี้ย ไม่กลายพันธุ์  ทำได้ทุกสายพันธุ์  ครับ

กิ่งตอนที่ตัดชำพร้อมปลูก

หมั่นดูแลรดน้ำ ไม่เกิน 2 เดือน ก็ได้ผลมะละกอสำหรับทำส้มตำแล้ว หรือบางพันธุ์จะเก็บไว้กินสุกก็ได้ ดูแลง่ายเพราะเตี้ย ผลมะละกอสุกนกก็ไม่ค่อยมากวนเพราะต้นเตี้ย ลองพิจาณาดูนะครับ ทำไม่ยาก ผมขอตัวไปทานส้มตำมะละกอก่อน...
                                     
ภาพซ้ายมะละกอกิ่งตอนเทียบกับด้ามจอบ                       ภาพขวามะละกอเพาะเมล็ด

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555

ทำสวน ใช่ได้แต่ผลไม้อย่างเดียว

วันนี้นัดคนงานที่ไปทำรั้วสวนไว้  เพราะให้เราสั่งปูน หิน ทราย ลวดหนาม บอกให้เอาไปให้ พอตกสาย ๆ โทรมาบอกว่าขอหยุด 
1 วัน ร้านค้าเอาของไปส่ง จัดที่จัดทางสำหรับกองหินทรายเรียบร้อย เดินดูต้นไม้ เห็นมีผลไม้ที่น่าจะออกหลังสงกรานต์ คือชมพู่ทับทิม  แต่เรายังไม่ได้ห่อผลเลย เลยจัดการห่อ เพราะเตรียมถุงพลาสติกสำหรับห่อไว้แล้ว

ห่อไป เจออุปสรรคไป นั่นคือมดแดง ปีนี้มดแดงสร้างรังต่ำมาก แสดงว่าลมจะแรง (โบราณว่าไว้ ว่าถ้าปีไหนรังมดแดงสร้างต่ำ ๆ ปีนั้นลมจะแรง จริงไม่จริงไม่ทราบ แต่เห็นมะม่วงร่วงแล้วน่ากลัวจัง) การห่อผลก็ไม่ได้ปริมาณเท่าไหร่ ค่อย ๆ ทำไป ชมพู่นี้มีหลายต้นก็จริงแต่ผลผลิต และราคาสู้ของตลาดไม่ได้ ของเราแค่ 10 - 15 บาท ต่อกิโลกรัม ถ้าออกตรงกับผลผลิตที่ขายในตลาดเราก็ขายไม่ได้ แต่แปลกครับ ที่สวนรสชาติค่อนข้างหวาน กรอบ มีป้าที่สั่งประจำอยู่คนหนึ่งเขาบอกว่ารสชาติไม่เหมือนของตลาด ทำให้เรามีกำลังใจที่จะคอยห่อผล คอยดูแลอย่างใกล้ชิดหน่อย

เสร็จจากการห่อผลชมพู่แล้ว ว่าง ๆ ก็ลองเอาเบ็ดมานั่งตกปลา ที่บ่อพักน้ำ บ่อนี้พักน้ำเพื่อที่จะสูบขึ้นไปบนเนินเขา แล้วจึงจะปล่อยเป็นระบบน้ำหยดลงมา ผมปล่อยปลาดุกไว้เป็นร้อยตัว  จับขายไปบ้าง เหลือไว้สำหรับกวนน้ำให้ขุ่นเป็นปุ๋ย อาหารก็ให้ทุกวัน  ตกได้ 2 ตัว ๆ ใหญ่มากเพราะเลี้ยงมาหลายปี 2 ตัว กิโลกว่า จัดการหาไม้มาเสียบ ย่างไฟ พอสุกดี ก็นำกลับบ้าน
 

พร้อมกันนั้นเตรียมเก็บมะม่วง งามเมืองย่า เลือกเอาลูกที่พอเหมาะ ไม่โตมาก เก็บมาหนึ่งลูก (ในภาพ) พอเดินไปอีกหน่อย เห็นมีกิ่งหักลงมา โอ้โฮ มีลูกติดมาด้วยอีก 3 ลูก เลยต้องเก็บมาทั้งหมด นำทั้งหมดกลับบ้านคิดในใจว่าปลาดุกที่เลี้ยงไว้ตัวโตเกินไปถ้าทานเป็นปลาดุกจิ้มน้ำปลา ก็คงไม่เหมาะ เลยคิดว่ามะม่วงก็มี ปลาก็ย่างแล้ว ทำเป็นปลาดุกฟูคงจะดีแน่  ก็เลยเตรียมเครื่องปรุง  ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง มะนาว พริกขี้หนู ก็ล้วนแต่มีในสวนทั้งนั้น
                

จากนั้นจัดการแยกก้าง เนื้อ ครีบ หนัง ออกจากกัน เนื้อนำไปโขลกพอให้เนื้อแตก แล้วนำไปทอด ส่วนหนังและครีบแยกไว้ทอดทีหลัง แล้วนำส่วนที่ทอดทั้งหมดจัดลงจาน ราดด้วยน้ำยำ รูปร่างหน้าตาก็ลูกทุ่ง ๆ อย่างที่เห็นครับ
 
สูตรการทำ ยำปลาดุกฟู ของผมนี้ เป็นที่ถูกใจของครอบครัวท่านรองผู้อำนวยการโรงเรียนสระบุรีพิทยาคม และครอบครัวลูกสาวที่อยู่กรุงเทพมาก ถ้ากลับมาเที่ยวที่บ้านทีไรก็จะโทรบอกล่วงหน้าให้ทำไว้ พอถึงบ้านก็ทานได้พอดี  ว่าง ๆ ถ้ามีโอกาสผ่านไปทางลับแลก็เชิญทุกท่านครับ ไม่ใช่มืออาชีพ แต่เป็นมือสมัครเล่น อยู่อย่างง่าย ๆ ตามมี ตามเกิด ประสาคนเกษียณ และเป็นชาวสวนสมัครเล่นครับ
เห็นไหมครับว่าการทำสวนนอกจากจะได้ผลผลิตจากผลไม้แล้ว ผลที่ได้อื่น ๆ ตามมาก็คือพริกขี้หนู การปล่อยปลาในบ่อพักน้ำ และยังมีไม้ที่ธรรมชาติให้มา เช่น ย่านาง หมากผู้ป่าทั้งยอดและดอกนำมาต้มจิ้มน้ำพริก หรือทำแกงเรียงอร่อยมาก ที่หรือที่ชื้น ๆ ก็ยังมีผักกูด ชะพลูใช้ทำเมี่ยงคำ เตยหอม มะแว้ง มะเขือพวง มะเขือขื่น ยอดบุก ใบผักหนาม ให้เรามีรับประทานด้วยเราไม่ต้องปลูก  ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำสวนทั้งสิ้น

ทุกวันที่ทำอาหารพิเศษ ประเภทกับแกล้ม ผมเคยดื่ม แต่ตอนนื้ดื่มไม่ได้ คงพอที่จะจิบน้ำองุ่นได้บ้าง แต่ไม่มาก ก็เลยมีเกือบทุกครั้งที่มีบรรยากาศอำนวย ที่หน้าบ้านมีมุมสำหรับพักผ่อนนั่งจิบไป  ลิ้มรสชาติอาหาร ฟังเพลงไป วันนี้ก็เหมือนกัน เสียงเพลง..ค่ำลงของคาราวาน ..แร้งคอยของคาราบาว ..ทานยำปลาดุกฟู ปลาหมึกย่าง ต้มจับฉ่าย...จิบน้ำองุ่น  คิดถึงเพื่อนฝูงที่เคยนั่งตรงนี้ มีความสุขดีครับ....



วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

ปลูกจันทร์ผา ที่สวนห้วยผึ้ง ลับแล

ครั้งแรกที่ไปทำสวนที่บ้านห้วยผึ้ง หลังจากปรับปรุงบ้านเสร็จ ก็เริ่มหาไม้ดอก ไม้ประดับ ก็เลยมองหาไม้ประดับมาปลูก พอดีไปขอซื้อกล้าจันทน์ผาจากน้องที่ โรงพยาบาลลับแล เขาปลูกในกระถางที่ทำจากยางรถยนต์ มีต้นใหญ่และต้นเล็กอีกหลายต้น เขาคิดราคาไม่แพง   พอมาถึงก็แยกออกปลูกตามข้างทางขึ้นสวน บริเวณหน้าบ้านพัก ไม่น่าเชื่อไม้ประเภทนี้กลับงามวันงามคืน ทั้ง ๆ ที่หลายคนบอกว่าธรรมชาติของไม้ประเภทนี้ต้องอยู่บนหน้าผา ที่มีหินผาหรือในป่าลึก

 ปลูกได้ไม่กี่ปี ต้นใหญ่ที่สุดก็ออกดอก มีเมล็ดสุกสีแดง ผมก็จัดการเก็บมาขยี้เอาเปลือกออก เหลือแต่เม็ดในสีขาว ๆ คล้ายๆ เมล็ดพริกไทยแต่โตกว่า  แล้วผมก็ซื้อถาดเพาะต้นไม้หลุม เหมือนถาดใส่ไข่ นั่งหยอดทีละเม็ด ได้ทั้งหมด 5 ถาด   พอปีที่ 2  ก็ย้ายลงปลูกตามเขตแนวเนื้อที่  ติดบ้าง ไม่ติดบ้าง ไม่เป็นไร ถ้าตายปีหน้าก็ว่ากันใหม่ ตอนนี้ก็ยังมีกล้าเหลืออีกหลายสิบต้น ผมชอบไม้ประเภทนี้มาก เพราะปลูกแล้วใบเขียวดีดูไม่แห้งแล้ง  ด้วยเหตุนี้ผมจึงตั้งชื่อสวนว่า ห้วยผึ้ง จันทน์ผา ทั้ง ๆ ที่บริเวณป่าแถบนี้ไม่มีต้นจันทร์ผาเลย 

บริเวณบ้านพักผมยังมีลำไยเหลือไว้หลายต้น ตอนแรกผมก็หาซื้อกล้วยไม้พื้นเมืองบ้าง กล้วยไม้พันธุ์บ้าง มาปลูก โดยซื้อกระถางไม้มาใส่ ใหม่ ๆ ก็งามดี พอนานเข้ากระถางผุ ต้องเปลี่ยนบ่อย และมีเพื่อนหลายคนบอกว่าให้นำกระถางไปแขวนไว้ตามกิ่งใต้ต้นลำใย ผมก็ทำตาม สวยงามมากครับ
พอเผลอปลวกขึ้นกินเปลือกไม้ลำไย เลยเข้าไปกินกระถางกล้วยไม้ และกินกาบมะพร้าวในกระถาง เรามองไม่เห็น     ต้นกล้วยไม้เลยโทรมลง ๆ ตัดสินใจย้ายนำมาแขวนไว้ชายคาบ้านบ้าง โรงจอดรถบ้าง กระถางก็เปลี่ยนใหม่  โดยผมไปที่ร้านขายของเก่า ขอซื้อฝาครอบพัดลมมาหลายอัน และแวะร้านขายกระถางกล้วยไม้ ซื้อลวดแขวน  นำมาแขวนฝาครอบพัดลมแล้วย้ายกล้วยไม้มาลง  ตอนนี้เริ่มฟื้น และดูดีขึ้นหน่อย ฤดูฝนนี้คงงามเหมือนเดิมแล้วละครับ
ชายคาบ้านด้านรับแดด ผมซื้อไม้ไผ่ตงมาผ่า แล้วเอาต้นกระดุม หรือเบี้ย อะไรสักอย่าง (มีผู้ใหญ่เขาให้มา ) มาปลูก แล้วแขวนเป็นม่านบังแดดตอนบ่าย ๆ ถ้าอากาศร้อนจัดก็รดน้ำ ไอน้ำที่ไหลลงตามเครือโชยมา อากาศเย็ดครับ 
ช่วงปีหลัง ๆ ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับไม้ประดับเท่าไหร่ เพราะผมไม่มีเวลา ดูแลแต่ไม้ผล จึงไม่ค่อยมีไม้ใหม่ ๆ ให้เห็น ตอนนี้พอมีเวลาบ้างคงต้องเริ่มพัฒนาบ้างแล้วละ เดี๋ยวมีแต่ผลไม้สวน ไม่มีไม้ดอกไม้ประดับเลย เสียชื่อชาวสวนมือใหม่สมัครเล่นหมด  ถ้าใครมีโอกาสผ่านไปอำเภอลับแล อยากขึ้นไปเที่ยว ก็บอกนะครับ หรือโทร.08-9208-9868 ได้เลยครับ
มีเพื่อน ๆ จากการไฟฟ้าแม่เมาะมาเที่ยวพักแรมที่สวน ยังได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน เห็นผมเอาแผ่น cd ไปแขวนตามต้นไม้ ถามผมว่าแขวนทำไม... ผมบอกว่า กันแมลง กันนก และที่สำคัญผมบอกว่า แผ่น cd  ให้แสงสีรุ้งเวลากระทบแสงแดด    น่าจะมีผลต่อต้นไม้บ้าง เพราะโบราณ เมื่อมีสุริยุปราคาครั้งใด ตา ยาย ยังให้ผมไปเคาะต้นไม้ และให้ตะโกนดัง ๆ ว่า  ดก ๆ ๆ   ก็น่าจะใช้ได้เหมือนกันละนะ  ไม่รู้ว่าเพื่อนคนนั้นเอาไปทำตามหรือเปล่า หรือถ้าใครลองทำแล้วเป็นอย่างไร บอกกันบ้างนะครับ.....


วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

เมษายนนี้ มีผลไม้อะไร ที่..ลับแล

ตามที่เคยบอกไว้ว่าลับแล มีผลไม้ตลอดปี ซึ่งปกติถ้าคนลับแลเดิม ๆ แล้วจะปลูกเฉพาะทุเรียน ลางสาด แต่ต่อมาก็มีการปลูกผลไม้หลาย ๆ ชนิด ผสมผสานกันไปโดยเฉพาะชาวสวนมือใหม่  ลุงที่ทำสวนอยู่ข้าง ๆ ก็เหมือนกับคนลับแลทั่วไปคือปลูกผลไม้
หลัก ๆ ของลับแลเท่านั้น
ปกติแล้วเดือนเมษายน เป็นเดือนที่ร้อนจัด ผลไม้ในพื้นที่เขตร้อนมักจะไม่ค่อยมี แต่ที่ลับแลมีผลผลิตออกในช่วงนี้หลายอย่าง เช่นมะปรางเปรี้ยว ผมคิดว่าผลไม้ตัวนี้น่าจะดี เพราะชาวบ้านที่มีต้นมาปรางเปรี้ยวต้นใหญ่ ๆ สมัยปู่ ย่า มักจะโค่นแล้วเสียบเป็นมะยงชิดกันหมด แม่ค้ามารับซื้อกิโลละ 8 – 10 บาท ข้อดีของการปลูกมะปรางเปรี้ยวคือ ไม่ต้องดูแลมาก แมลงไม่กวน ถึงฤดูก็ออกผล พอโตได้ที่แม่ค้าก็มาขึ้นเก็บเอง เจ้าของรอรับเงินอย่างเดียว 
 ต้นทุเรียนหมอนทอง อายุ 5 ปี


ผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่ออกต่อกันมาคือมะยงชิด มะปรางหวาน อำเภอลับแลปลูกกันมากที่ ตำบลนานกกก   ปีนี้ผลผลิตไม่ค่อยดี มีไม่มาก ราคาก็พอไปได้ จากสวนสวย ๆ  ก็ 60 บาท  ไม่สวยก็  30 บาท ที่สวนห้วยผึ้ง จันทร์ผา มีผลผลิตประมาณ 200 กว่ากิโล ไม่ได้พ่นยากันแมลง เลยได้สวย ๆ แค่ 50 กิโล นอกนั้น 30 บาท  ก็ได้ขายบ้าง ให้ลูกไปฝากเพื่อนฝูงบ้าง  ปีนี้แปลกมะยงชิด ต้องเก็บไม่สุกจัด เพราะถ้าเก็บสุกจัด พอลงเข่งผลจะแตก เลยต้องเก็บขั้วผลยังมีเขียวบ้าง  รสก็จะเปรี้ยวนำ  ส่วนมะปรางหวานพันธุ์โด่งดังของจังหวัดอุตรดิตถ์ คือพันธุ์สุวรรณบาท เป็นมะปรางหวานที่รสชาติหวาน กินแล้วไม่คันในคอ เนื้อแน่นไม่เละ เมล็ดเล็ก แต่ตลาดไม่ค่อยนิยม เหมาะสำหรับเป็นของฝาก  ที่สวนห้วยผึ้งฯปลูกทั้งมะยงชิด มะปรางหวาน มะปรางเปรี้ยว และต้นเมษานี้ เริ่มหมดแล้ว แต่พอหาได้บ้างลูกไม่โตนัก 

มะยงชิด

ผลไม้ที่จะออกช่วงสงกรานต์นี้  ก็คือมะม่วงดิบ เพราะเหมาะเหลือเกินกับน้ำปลาหวาน มะม่วงของชาวลับแลมีเกือบทุกพันธุ์  คือปลูกตามใจชอบ ไม่ค่อยจะปลูกเชิงพาณิชย์เท่าไหร่ ที่สวนห้วยผึ้งฯก็มีมะม่วงพันธุ์งามเมืองย่า เขียวใหญ่ ที่ให้ผลมา  2 ปีแล้ว  
ช่วงนี้พายุฤดูร้อนเข้า ลมกระโชกแรง พัดผลร่วงมากเลย
มะม่วงพันธุ์งามเมืองย่า
ประมาณกลางเดือนเมษายนนี้จะมีผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่ออกมาก คือมะไฟ ๆ ส่วนใหญ่คนลับแลนิยมปลูกพันธุ์เหรียญทอง  และพันธุ์ไข่เต่า  พันธุ์เหรียญทอง  ลูกใหญ่ ผิวบาง  ส่วนพันธุ์ไข่เต่าลูกเล็กกว่าแต่ผิวหนาทำให้สามารถขนส่งได้ไกล ๆ แม่ค้ารับซื้อราคาไม่แน่ บางปี ราคาตก ไม่ถึง 5 บาท แต่ปีที่แล้ว 10 กว่าบาท ก็ถือว่าดีแล้ว พืชชนิดนี้ไม่ต้องดูแลมาก ให้ผลดก เหมาะสำหรับคนทำสวนที่ไม่ค่อยมีเวลา

มะไฟเหรียญทอง


ผลไม้อื่นที่ปลูกไม่มากนักแต่มีผลออกช่วงนี้ก็มี สับประรด ขนุน ซึ่งขนุนนี้ไม่ค่อนนิยมรับประทานสุก   ส่วนใหญ่คนลับแลจะรับประทานผลดิบ โดยนำมาประกอบอาหารคาว เช่นขนุนต้มจิ้มน้ำพริกน้ำปลา หรือน้ำพริกแมงดา หรือบางคนก็ทำขนุนผัด ๆ ก็มีทั้งผัดพริกแกง โดยหั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วผัด หรือฝานเป็นชิ้นแล้วต้มให้สุก แล้วตำให้พอแตกไม่ติดกันไม่ถึงกับแหลกแล้วผัดเครื่องแกง(ภาษาเมืองเรียกยำหม่าหนุน ทานกับหอมแดง แคบหมู ๆ ก็คือกากหมูที่เจียวน้ำมันออกแล้ว )

ขุนทวาย
ที่สวนห้วยผึ้ง จันทน์ผา มีผลไม้ออกช่วงนี้คือ มะปราง กล้วย  ชมพู่ มะม่วง มะไฟ กล้วย  ขนุน มะนาว หน่อไม้ใผ่ แล้วก็ขาดไม่ได้คือ ตะลิงปลิง ชะอม

ส่วนผลผลิตพืชไร่ของชาวลับแล ได้แก่ ข้าวโพด หอมแดง  สำหรับหอมแดงปลูกกันเกือบทั้งอำเภอ กำลังเก็บเกี่ยว ราคาปีนี้ถูกมาก ถ้ามาลับแล ก็ลองถาม ๆ ดูซื้อกลับไปไว้ทานเองหรือฝากพี่น้องก็ไม่เลว ชื่อก็เป็นมงคล สีก็เป็นมงคล ลอง ๆ พิจารณานะครับ และถือได้ว่าช่วยชาวไร่หอมลับแลด้วยครับ  




ผลผลิต สวนห้วยผึ้ง จันทร์ผา ลับแล



วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555

เมื่อผมเป็นคนสวน (วิถีชีวิต)

เดิมผมเป็นข้าราชการ ทางราชการให้โอการเกษียณก่อนกำหนด(เกษียณผิดปกติ) เลยขอใช้โอกาสนี้เปลี่ยนวิถีชีวิตตนเอง   ผมเคยถามตัวเองว่าเกษียณแล้วจะทำอะไร ผมก็ได้เตรียมตัวเองไว้พอสมควร เหตุเนื่องจาก ขณะที่รับราชการเมื่ออายุมากขึ้นที่ขาดไม่ได้ก็คือการออกกำลังกาย ผมเลือกการขี่จักรยาน ทุกเย็นก็จะขี่จักรยานไปเรื่อย ๆ ก็ดีครับ ได้เห็นสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป  ได้สุขภาพที่สมบูรณ์ขึ้น ผมเคยขี่จากจังหวัดตากถึงอุตรดิตถ์ จากจังหวัดนครสวรรค์ ถึงจังหวัดอยุธยา ผมใช้จักรยานราคาไม่ถึงหมื่นบาท เพราะเชื่อว่าสักวันถ้ากระแส หรือเพื่อนฝูงย้ายไป กลุ่มน้อยลง จักรยานก็จะเป็นของเก่าเก็บ  ผมเริ่มคิดใหม่ พอดีเมื่อปี 2549 เกิดน้ำท่วม ดินถล่มอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ บ้านที่ผมอาศัยอยู่ก็โดนหางเลขด้วย ผมจึงหาที่ทางที่ปลอดภัยสำรองไว้ โดยเลือกที่ ๆ หนึ่งซึ่งไม่เจริญมาก มีสภาพเป็นสวนและเป็นที่อยู่อาศัย ตั้งแต่นั้นมาผมก็เปลี่ยนจากการขี่จักรยาน เป็นทำสวน ปลูกต้นไม้ ถางหญ้า ทุกวัน สุขภาพร่างกายก็รู้สึกดีกว่าตอนขี่จักรยาน  เพราะขี่จักรยานต้องมีเวลาผลที่ได้คือสุขภาพ  แต่ทำสวน เดินดูต้นไม้ ได้ทั้งผลงานผลผลิต ได้ทั้งการออกกำลังกาย หลานท่านอาจคิดว่าแค่เดินในสวน จะได้ออกกำลังกายหรือ ผมขอบอกว่าเดินขึ้นเนินเขาครับ แค่จากประตูสวนถึงบ้านพัก และเดินรอบ ๆ ดูแลต้นไม้ ก็ได้เหงื่อแล้ว  ผลได้ที่คาดไม่ถึงคือเมื่อผลผลิตสวนออก คนที่มีความสุขคือตัวเรา และคนในครอบครัว ลูก ๆ  ได้มีที่พักผ่อน รวมทั้งได้นำผลผลิตไปฝากเพื่อนฝูง ญาติผู้ใหญ่ด้วย ที่เหลือก็ขายได้ค่าน้ำ ค่าปุ๋ย


ที่นั่งทำงานเมื่อครั้งก่อน
   ที่นั่งทำงานปัจจุบัน
จากปี 2549 จนถึงปัจจุบัน ผมปรับปรุง ปลูกผลไม้ ทุกชนิดในสวน ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน ลองกอง มะปราง มะไฟ มะเฟือง มะละกอ กล้วย กระท้อน ฯลฯ   ส่วนใหญ่ชาวลับแล มักจะปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่นทุเรียน กับลองกอง ก็ทำแค่นั้น พอหมดฤดูช่วงผลผลิต ประมาณเดือน กันยายน ก็จะไม่มีผลไม้อื่นอีกก็จะพักผ่อน ส่วนผมเมื่อหมดทุเรียน ลองกอง ผมจะต้องเตรียมดูและมะปราง หมดมะปรางก็ต้องดูแล มะม่วง มะไฟ กระท้อน พอหมดกระท้อนก็จะเริ่มวนกลับเป็นทุเรียน ลองกองฯ  จากการดำเนินการดังกล่าวทำให้ผมต้องดูแลสวนทุกวัน ส่วยพืชแซมเช่น สับปะรด ชะอม หน่อไม้ไผ่ มะนาว กล้วย มะละกอ ให้ผลผลิตตลอดปี ทำอาหารบ้าง นำไปขายบ้าง

วันนี้ใช้วิถีชีวิตคนสวน
เมื่อไปสวนทุกวัน วิถีชีวิตก็เปลี่ยน จากที่เคยเที่ยวดื่มกิน ก็จะชวนเพื่อนฝูงมาที่สวน มาที่บ้าน สังคมเดิมก็ไม่ได้เปลี่ยนไป กลับได้แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์การทำสวนผลไม้  และได้เอื้อเฟื้อน้อง ๆ ที่คิดจะปลูกผลไม้ไว้ในบ้าน เช่น ไผ่ ขนุน มะปราง แก้วมังกร  ได้ให้พันธุ์ไปหลายราย เมื่อก่อนดื่มกินกันที่ร้านในเมือง เมาแล้วกลับบ้านมือเปล่า เดี๋ยวนี้เพื่อนฝูง น้อง ๆ มาทานที่บ้าน ที่สวนแล้วได้พันธุ์ไม้ ผลไม้กลับบ้านด้วย 
ตอนที่รับราชการ เวลาไปประชุมสัมมนาต่างจังหวัด ก็จะซื้อของฝากกลับบ้าน แต่พอเริ่มทำสวนมองหาพันธุ์ไม้กลับบ้าน เช่น กิ่งพันธุ์ส้มโอที่ชัยนาท  ไผ่ตงลืมแล้งที่นครสวรรค์  สะตอที่หลังสวนชุมพร ฯลฯ วิถีชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป  วันที่ทางกระทรวงฯ จัดเลี้ยงเกษียณ ท่านรองปลัดกระทรวงฯถามผู้เกษียนว่าเกษียนแล้วจะไปทำอะไร บางคนก็ตอบว่าดูแลหอพัก บางคนก็จะท่องเที่ยวไปเรื่อย ๆ บางคนก็เลี้ยงหลาน  ผมตอบว่าผมจะทำสวน ผมจะย้อนกระแสสังคมดูบ้าง เพราะเที่ยวก็ไปมามากแล้ว  บ้านเช่าก็มี ค้าขายก็เคยทำมาแล้ว  ก็เลยคิดทำสวน ไม่ได้คิดเล่น ๆ นะ ทำมา 5 – 6 ปี การทำสวนของผมไม่ใช่นั่งสั่งคนงาน ผมทำเองทุกอย่าง เลือกพันธุ์ ขุดหลุมปลูก ตัดแต่งกิ่ง ดูแล ตัดหญ้าถ้าไม่ไหวก็มีคนงานช่วย รดน้ำ ให้ปุ๋ย พ่นสารกันแมลง ให้ฮอร์โมนเร่งดอก เร่งผล ทำเองทุกอย่าง และแล้ววันนี้ก็มีผลผลิตให้เชยชมแล้ว

ได้ต้อนรับเพื่อนฝูง

น้อง ๆ ตำรวจมาพักผ่อน


น้อง ๆ สาธารณสุขมาสังสรรค์
ความสุขของคนเรา อยู่ที่ใจ อยู่ที่สุขภาพกาย ทำอย่างไรเราจะทำได้ทั้งสองอย่างนี้ บางคนก็ออกกำลังกายประเภทต่าง ๆ บางคนก็เข้าวัดปฏิบัติธรรม  แต่ผมขอปฏิบัติกับธรรมชาติ ได้ทั้งสุขกาย สุขใจ สุขครอบครัว  และญาติพี่น้อง ด้วยครับ




               สวนห้วยผึ้ง..จันทร์ผา ยินดีต้อนรับ

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

ลับแล เมืองแห่งทุเรียน ลางสาด ภาคเหนือ

คำขวัญอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
งามพระแท่นศิลาอาสน์ ถิ่นลางสาดรสดี เมืองพระศรีพนมมาศ
แหล่งไม้กวาดตองกง ดงหอมแดงลือชื่อ งามระบือน้ำตกแม่พูล
เล่ากันว่าเมื่อครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ ได้ประทับนั่งบำเพ็ญภาวนาที่พระแท่นศิลาอาสน์ ทรงเสด็จประทับยืนและเดินจงกลมที่วัดพระยืนพุทธบาทยุคล ได้ทอดพระเนตรไปยังทิศเหนือ ขณะประทับยืนทรงเห็นหนองน้ำกว้างใหญ่ ต่อมาเรียกกันว่า หนองพระแล เหนือหนองพระแลออกไปไกลลับสายตา เป็นป่าใหญ่แต่มีลักษณะเป็นที่ตั้งของเมืองในป่านั้น ไม่สามารถแลเห็นด้วยสายตา ต่อมาเมืองนั้นจึงได้ชื่อว่า เมืองลับแล
ลับแลเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัด สภาพพื้นที่เป็นภูเขา มีที่ราบเชิงเขาเหมาะสำหรับการทำเกษตรพืชสวน ประชากรส่วนใหญ่ปลูกผลไม้ประจำถิ่น  เดิมชาวลับแลปลูกพืชสวนลางสาด และทุเรียนพื้นเมืองเป็นหลัก พื้นที่ที่ใช้ปลูกส่วนใหญ่ปลูกบนเขา ต่อมามีการพัฒนาพันธุ์ โดยการเปลี่ยนยอดพันธุ์โดยนำเอายอดลองกองมาเสียบกิ่งตอลางสาด และนำเอายอดทุเรียนหมอนทองมาเสียบยอดกิ่งตอทุเรียนพื้นเมือง 
ทุเรียนหมอนทองเริ่มติดเมื่อปี 2554
ทุเรียนพื้นเมืองของลับแลที่มีชื่อเสียงคือ..หลงลับแล  คาดว่าน่าจะเป็นลูกผสมธรรมชาติระหว่างทุเรียนพื้นเมืองกับทุเรียนพันธุ์  สังเกตว่าทุเรียนพื้นเมืองจะลูกเล็กเมล็ดใหญ่ เนื้อน้อย กลิ่นแรง รสหวานแต่..หลงลับแล จะลูกโตกว่าพื้นเมือง เมล็ดเล็ก เนื้อมากกว่า กลิ่นไม่ฉุน เนื้อหวานมันกลมกล่อม  และมีพันธุ์พื้นเมืองอีกพันธุ์หนึ่งที่โด่งดังคือพันธุ์..หลินลับแล  ซึ่งการปลูกทุเรียนให้มีรสชารติอร่อยอย่าง หลงลับแล หลินลับแล ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ระดับน้ำทะเล อากาศ ปริมาณน้ำฝน และปัจจัยอีกหลายอย่าง  ฉะนั้นการนำทุเรียนพื้นเมือง 2 พันธุ์นี้ไปปลูกที่อื่น รสชาติจะไม่เหมือนที่ปลูกในอำเภอลับแล 

ลองกองเริ่มติด
ส่วนลางสาดเป็นผลไม้ที่ปลูกได้ดีในเขตพื้นที่อำเภอลับแล ซึ่งเดิมชาวสวนนิยมปลูกกันมาก ลางสาดมีรสหวานอมเปรี้ยว เปลือกบาง ยางที่เปลือกมาก เวลารับประทานปลอกเปลือกไม่เป็นยางจะสัมผัสเนื้อในจะทำให้รสขม แต่ถ้าปลอกเป็นยางไม่สัมผัสเนื้อในจะมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวชวนรับประทานอย่างยิ่ง   การปลูกส่วนใหญ่ใช้เมล็ดเพาะ พอกล้าโตพอสมควรก็จะย้ายไปปลูกในสวน  ดูแลเหมือนผลไม้ทั่วไป ใช้เวลา 7 – 8 ปี ก็จะให้ผลผลิต แต่ถ้าไม่ดูแลอย่างใกล้ชิด ก็จะใช้เวลาเป็น10 ปี จึงจะให้ผล  ปัจจุบันชาวสวนเปลี่ยนพันธุ์โดยตัดต้นลางสาดให้แตกกิ่งใหม่แล้วนำยอดลองกองไปเสียบ ทำให้ลางสาดเหลือน้อย ค่าทางการตลาดลางสาดราคาถูกมากส่วนใหญ่ราคาไม่ถึงกิโลละ 5 10 บาท ส่วนลองกองราคาจะสูงกว่า และเริ่มเกิดปัญหาเรื่องราคาบ้างแล้ว


ขนุนติดทั้งปี

ขนุนปลูกเมื่อปี2553 ลูกโตมากเทียบกับถังสี
การปลูกผลไม้ของชาวลับแลจะใช้ต้นกล้าพื้นเมืองปลูกเป็นส่วนใหญ่ เมื่อต้นพื้นเมืองโดพอสมควรก็จะนำกล้าพันธุ์ไปทาบ หรือนำยอดพันธุ์ไปเสียบ การปลูกก็จะขุดหลุมปลูก บนเขาก็จะขุดหลุมกว้างพอให้ดินอุ้มรากในถุงเพาะลงได้ เพราะถ้าขุดหลุมใหญ่ตามตำราเกษตร พอถึงฤดูแล้งขาดน้ำก็จะตาย แต่ถ้าปลูกในพื้นที่ราบก็จะขุดปลูกตามตำราเกษตร  และสำคัญอย่างยิ่ง (เน้นสำคัญมาก) ต้องนำต้นหมากผู้ไปปลูกไว้ใกล้ ๆ ด้วย  ประโยชน์คือ เป็นไม้ร่มเงา และเป็นที่สังเกตของคนสวนที่รับจ้างถางหญ้า คนลับแลจะใช้วิธีนี้เป็นที่สังเกต มีเจ้าของสวนบางรายจ้างคนต่างถิ่นต่างอำเภอไปถางสวน ซึ่งเขาไม่รู้จุดสังเกตนี้ เลยถางกล้าพันธุ์ที่ปลูกใหม่หมดทั้งสวน พอเจ้าของไปเห็น ลมใส่เลย  ด้วยเหตุนี้เจ้าของสวนส่วนใหญ่มักจะมีคนงานที่เคยจ้างถางประจำ เพราะเขารู้จุดสังเกตและจำได้ว่ากล้าพันธุ์ใหม่ปลูกตรงไหน ระยะไหน เลยทำให้คนต่างถิ่นที่เข้าไปรับจ้างถางสวนตกงาน
มะยงชิด พันธูทูลเกล้า
สวนที่ผมดำเนินปลูกเมื่อปี 2549  ผมใช้กล้าพันธุ์ที่ร้านขายในจังหวัดต่าง ๆ มาปลูก เพราะถ้าหากใช้กล้าพื้นมืองลงก่อน แล้วต่อยอดพันธุ์ภายหลังคิดว่าจะช้าไป พอปลูกติดดีแล้วผมก็ใช้เมล็ด หรือกล้าพื้นเมืองเสริมราก โดยนำไปปลูกหรือนำเมล็ดไปวางไว้ใกล้ ๆ ต้นที่ปลูก พอต้นโตเต็มที่เมล็ดพื้นเมืองที่เสริมโตพอสมควรแล้วก็โน้มต่อให้เป็นต้นเดียวกัน เรียกว่า 1 ต้นหลายราก ทำอย่างนี้เกือบทุกต้น ทำให้โตเร็วและอัตราการรอดตายแล้งสูงครับ

 ผลผลิตปีนี้ 2555
นี่คือผลไม้หลักของชาวลับแล แต่เชื่อไหม อำเภอลับแล มีผลไม้ทุกชนิดที่ปลูกในพื้น บางครั้งถ้าท่านไปเที่ยวลับแลเห็นมังคุด สะละ มะปราง มะม่วง มะไฟ มะขามเปรี้ยว มะขามหวาน มะนาว ชมพู่ วางขาย ไม่ต้องแปลกใจว่ารับมาจากไหน เป็นผลผลิตที่เกิดในพื้นที่ทั้งหมด ราคาก็ถูกกว่าที่อื่น ๆ  รู้อย่างนี้แล้วไม่ลองแวะไปเยี่ยมเมืองลับแล อุตรดิตถ์ สักครั้งเชียวหรือ....ชาวลับแลยินดีต้อนรับ..........(ภาพประกอบเรื่องราวเป็นผลผลิตของสวนหัวยผึ้ง...จันทร์ผา)

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555

ที่ตั้ง ความเป็นมา สวนหัวยผึ้ง...จันทร์ผา

สวนห้วยผึ้ง..จันทร์ผา  อยู่ที่หมู่ 11 ตำบลฝายหลวง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ห่างจากตัวอำเภอลับแล 5 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัดอุตรดิตถ์  10 กิโลเมตร  อยู่หน้าวัดหัวยผึ้ง โพธิบัลลังก์  เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ขึ้นกับหมู่บ้านทุ่งเอี้ยงพัฒนา ชาวบ้านเรียกหมู่บ้านนี้ว่าบ้านหัวยผึ้ง    บ้านห้วยผึ้งห่างจากบ้านทุ่งเอี้ยงพัฒนา 3 กิโลเมตร

ต้นลำใยเมื่อเข้าไปพัฒนาใหม่ๆ

             สวนห้วยผึ้ง..จันทร์ผา เริ่มพัฒนาเมื่อปี 2549 เนื่องเกิดน้ำท่าม ดินถล่ม ผมเลยต้องเตรียมหาที่อยู่ที่ปลอดภัย ก็เลยเริ่มพัฒนาตั้งแต่นั้นมา สภาพสวนเดิม ๆ ปลูกลำใย ต้นลำใยโตมาก ผลผลิตไม่ค่อยดีราคาก็ถูกมาก ๆ ที่เห็นในภาพ กิโลละไม่ถึง 5 บาท  และมีส้มโอที่เจ้าของเดิมคนแรก ๆ ปลูกไว้มีผลผลิตบ้างแต่ต้นโตมากลูกเริ่มเล็กลง ที่บางส่วนเจ้าของเดิมทำเป็นไร่ปลูกหอม ปลูกข้าวโพด  สภาพค่อนข้างรกมาก ๆ ตอนเย็น ๆ มีหมาป่า (หมาโจ๊กโจ่)หอนบนเขาเต็มไปหมด แต่ตอนนี้ถูกชาวบ้านล่าจนเกือบไม่เหลือแล้ว 


มองจากบ้านพัก


ปรับปรุงบ้านสวนเพื่อรับน้ำท่วม ปี2550
             เริ่มพัฒนาตอนแรก ก็เป็นเหมือนคนลับแลทั่วไป คือต้องปลูกลางสาด ลองกอง  ทุเรียน  ตามธรรมชาติไม้เหล่านี้จะได้ผล ก็ต้อง 7-8 ปีขึ้นไป  จะปลูกเหมือนชาวบ้านคงไม่ทันกินแน่ จึงเริ่มปลูกไม้ผลทุกอย่าง โดยนำร่องด้วยกล้วยน้ำว้า  กล้วยหอม กล้วยไข กล้วยเล็บมือนาง  เพื่อเป็นไม้ร่มเงา แล้วตามต้วย ลางสาด ลองกอง ทุเรียน มะปราง(มีทั้งมะยงชิด และมะปรางหวาน)
บางส่วนก็ปลูกมะนาว แก้วมังกร มะม่วง มะไฟ  มะละกอ ชมพู่ ระว่างต้นลองกองที่ปลูกห่างกัน ปลูกชะอม แซมไว้ก่อนเก็บยอดขาย และยังเป็นไม้ร่มเงาได้ด้วย  ส่วนลำใยก็ยังมีบ้างไม่ได้ตัดทิ้งทั้งหมด ที่ขาดไม่ได้สำหรับลูกคือตะลิงปิง


ตะลิงปิง ตอนแรกขายไม่ได้  แจกฟรี  ตอนนี้มีคนสั่งทุกวัน

ส้มโอมี 10 กว่าต้น


           ผมขอบอกทุกท่านก่อนว่าผมไม่ใช่ชาวสวน ผมรับราชการ ทุกเย็นผมจะแวะที่สวนก่อนเข้าบ้าน เสาร์ อาทิตย์จะอยู่สวนเต็มวัน พัฒนามา 5 ปี เริ่มเห็นผลผลิต มีเพื่อนฝูง น้องๆ ไปพักผ่อนกันในฤดูหนาวบ้าง อากาศก็หนาวดี ข้อดีคือใกล้ตัวเมือง แต่ได้สภาพแวดล้อมของป่าในการพักผ่อน ว่าง ๆ ผ่านไปแวะให้คำแนะนำบ้างนะครับ
           การทำสวนของผมไม่ได้หวังไว้ค้าขาย ทำเพื่อพักผ่อน ทำเพื่อให้ลูก ๆไปพักผ่อน และเอาผลผลิตไปฝากเพื่อน ญาติผู้ใหญ่ ผลผลิตมากก็เก็บไปขายบ้าง ทำอย่างพอเพียง มีความสุขดี ตอนนี้ผมลาออกจากราชการมาพักผ่อนที่สวนแล้ว  อยู่กับธรรมชาติ เพลินกับธรรมชาติ ไม่วุ่นวายใจ....สุขภาพใจ กาย ดีขึ้นครับ....